
รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เปิดงานอัตลักษณ์เมืองเหนือ สร้างสรรค์สู่สากล
*******************

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จัดกิจกรรมทำความดีถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
*******************

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฏาคม 2568 โดยสินในน้ำ✍️….มีข้อมูลว่าประเทศไทยเราเวลานี้ เราไม่ได้อยู่ในยุคที่เลวร้ายที่สุด แต่เราอยู่ในยุคที่ความเลวร้ายถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เรากำลังเป็นประเทศที่มีคนแก่มากกว่าคนทำงาน แต่ยังไม่มีแผนรองรับสังคมผู้สูงวัย เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่ทำให้คนอยากสร้างครอบครัวในประเทศนี้ ประเทศที่ไม่มีเด็ก คือประเทศที่ไม่มีอนาคต แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเรากำลังอยู่ในประเทศที่ไม่มีใคร อยากกลับมาเกิด GDP ไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุ 91% ของ GDP ธุรกิจเล็กๆ ตายไปทุกเดือน ทุนใหญ่ผูกขาดพื้นที่เศรษฐกิจ ทุนต่างชาติแฝงตัวเข้ามาซื้อกิจการแบบเงียบ เงียบ….ระบบเศรษฐกิจยังเติบโต แต่โตเฉพาะกับคนที่ถือหุ้น ไม่ใช่คนที่ถือถุงกับข้าว เรื่องของเทคโนโลยี AI กำลังทำงานแทนคน GPTเปลี่ยนโลกของการทำงานทุกสัปดาห์ แต่โรงเรียนไทยยังวัดผลด้วยดินสอ 2B ครูไม่มีเครื่องมือ เด็กไม่มีทักษะระบบไม่มีแนวทางใหม่ เราไม่แพ้เรื่องทรัพยากร เราแพ้เพราะเรายังไม่รู้ว่าโลกไปไกลแค่ไหนแล้ว การเมืองระบบไม่ล้ม แต่มันถูกยึดไปใช้โดยคนไม่กี่กลุ่ม กฎหมายเพื่อคนรวยผ่านทันทีนโยบายเพื่อคนจนหายไปกับเวลา ประชาธิปไตยกลายเป็นกระดาษ และการเลือกตั้งคือพิธีกรรมที่จบแล้วก็เริ่มใหม่ เราไม่ได้ถูกกดขี่ เราแค่ถูกทำให้ชินกับการไม่มีพลังอะไรเลย….เรื่องของสังคมในยุคปัจจุบัน เราไม่ได้แตกแยกเพราะความคิด เราแตกแยกเพราะไม่มีใครเชื่อใจกัน คนรุ่นใหม่หมดศรัทธาในระบบ คนรุ่นเก่าไม่เชื่อเด็กรุ่นใหม่ ไม่มีศูนย์กลางร่วม ไม่มีเป้าหมายร่วม ไม่มีแม้แต่ความหวังร่วม เรากำลังเป็นประเทศที่คนไทยไม่เหลืออะ ไรที่ความเป็นเราอีกต่อไป เรื่องคุณธรรม ความดีไม่หายไป แต่มันไม่มีพื้นที่ปรากฏ พระกับกอล์ฟ ไม่ใช่เรื่องผิด โกงแล้วรอด ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครทำดีมักถูกเยาะเย้ย ใครทำชั่วมักถูกแชร์ นี่คือยุคที่ศีลธรรมไม่ตาย แต่มันไม่มีคนฟัง เรื่องของวิสัยทัศน์ เรามีมันสองมากมายในประเทศ แต่ไม่มีใครวางภาพอนาคต ไม่มีแผน 10 ปี ไม่มีแผน 20 ปี ไม่มี Think Tank ที่ฟังได้ มีแต่ Talk Sho W มีแต่คำด่าประจำวัน แต่ไม่มีเข็มทิศ เราไม่ได้หลงทางเพราะไม่เก่ง แต่เพราะไม่มีใครอยากหยิบแผนที่ขึ้นมาดูจริงๆ ….สรุปก็คือ ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในบุคคลที่มืดที่สุด แต่เราอยู่ในยุคที่คนเห็นความมืดแล้วบอกว่าช่างมัน ความเจ็บปวดของประเทศนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเสณาฐกิจ แต่อยู่ที่การยอมรับว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนได้หรอก และถ้าทุกคนคิดอย่างนั้น ประเทศนี้จะกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนร่วมกันปล่อยให้ตาย เพราะว่าคนส่วนใหญ่มองผลประโยชน์เป็นที่ตั้งและอะไรที่ได้รับผลประโยชน์ก็จะไม่มองผลเสียที่มันจะตามมา เช่นเดียวกันกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพระ เรื่องสีกา หรือว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพราะผลประโยชน์แทบทั้งสิ้น วันนี้พูดแล้วเหนื่อย เลยขอเอาเรื่องนี้มาพูดเสียยาว เพราะจะได้เตือนสติกันว่าอะไรอย่าเยอะจนเกินไป
….สินในน้ำ
